ขลุ่ยไทย

 

        ขลุ่ยไทยนั้นเป็นเครื่องดนตรีที่มีมาช้านาน  ควบคู่ไปกับวิวัฒนาการของสังคมไทยโดยใช้ร่วมบรรเลง

กับวงปีพาทย์ ฯลฯ  ในการบรรเลงเพลงไทยเดิมมากมาย   เสียงของขลุ่ยนั้นมีเสน่ห์ในตัวเองเมื่อได้ยินได้ฟัง

แล้วสามารถให้ความรู้สึกนุ่มนวล เยือกเย็น สงบ และซาบซึ้งในมนต์เสน่ห์ของมัน

          ขลุ่ยไทยนั้นแบ่งเป็นหลายชนิดตามลักษณะของเสียง  ได้แก่ ขลุ่ยเพียงออ, ขลุ่ยเคียงออ, ขลุ่ยรองออ,

ขลุ่ยหลิบ  เป็นต้น

          ปัจจุบันครูอาจารย์และท่านผู้รู้ได้มีการปรับปรุงขลุ่ยไทยให้สามารถบรรเลงร่วมกันกับวงดนตรีสากลได้

ทั้งนี้เนื่องจากคีย์เสียงของขลุ่ยไทยนั้นจะมีโทนเสียงที่แตกต่างกับเครื่องดนตรีสากล  ดังนั้นถ้าใช้ขลุ่ยไทยไป

ร่วมบรรเลงกับเครื่องดนตรีสากลจะมีผลทำให้เสียงเพี้ยน  ทั้งนี้เพราะเครื่องดนตรีสากลนั้นจะมี 12 ครึ่งเสียงใน

ขณะที่ขลุ่ยไทยจะมีคีย์เสียงเต็มเท่ากันหมด ทำให้ไม่สามารถเพิ่มหรือลดเสียงได้  ดังนั้นจึงเกิดอาการเสียงเพี้ยน

เมื่อได้บรรเลงร่วมกัน

          การปรับปรุงขลุ่ยไทยให้สามารถบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีสากลได้นั้นจำเป็นต้องปรับแต่งขลุ่ยไทยให้

สามารถบรรเลงเสียงได้ครบ 12 ครึ่งเสียงได้  โดยแบ่งออกเป็นคีย์ต่าง ๆ กัน  ที่นิยมและใช้กันมากที่สุดก็ได้แก่

ขลุ่ยไทย คีย์ Bb (บีแฟลต) ซึ่งจะสามารถใช้บรรเลงเพลงไทยลูกทุ่งร่วมสมัยได้เกือบทุกเพลง  รองลงมาได้แก่

ขลุ่ยไทย คีย์ C (ซี)  ซึ่งมักจะใช้บรรเลงเพลงไทยสากล หรือเพลงลูกกรุงได้เป็นอย่างดี  เป็นต้น

         การเลือกใช้ขลุ่ยคีย์ต่าง ๆ นั้นก็เพื่อให้เหมาะสมกับคีย์เพลงต่าง ๆ โดยไม่ต้องลำบากมากในการวางนิ้ว

ทั้งนี้เพราะเพลงบางเพลงมีคีย์ที่ติด # (ชาร์ป) หรือ b (แฟลต) มาก ๆ แล้ว ถึงแม้จะสามารถวางนิ้วได้ก็ไม่คล่อง

ตัวในการบรรเลง เพราะจะทำให้เพลงไม่พลิ้วและใส่ลูกเล่นได้ยากลำบาก  ดังนั้นวิธีการที่เหมาะสมคือเลือกใช้

ขลุ่ยให้เหมาะกับคีย์เพลงที่สุดเท่าที่จะทำได้